วันเสาร์, กันยายน 5, 2009

คุณธรรมและจริยธรรมระดับบุคคลในสังคมประชาธิปไตย

คุณธรรมและจริยธรรมระดับบุคคลในสังคมประชาธิปไตย
คุณธรรมและจริยธรรมระดับบุคคล หมายถึง สภาพคุณงามความดีที่เป็นประโยชน์ของปัจเจกบุคคล แนวคิดเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมระดับบุคคล มีผู้จำแนกบุคคลออกไปตามสถานภาพในสังคม เช่น ในฐานะเป็นสมาชิกรัฐ และในฐานะผู้นำหรือผู้ปกครองรัฐ การมีคุณธรรมและจริยธรรมระดับบุคคล มีความสำคัญต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากหลักการอิสระภาพ เสรีภาพ และความเสมอภาพของประชาธิปไตยมีความเสี่ยงต่อ การทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม ถ้าสมาชิกในสังคมขาดคุณธรรม
คุณธรรมและจริยธรรมระดับบุคคลในสังคมประชาธิปไตย จำแนกออกเป็นสองส่วน คือ การมีคุณสมบัติของมนุษย์ที่ดี และ การเป็นประชาชนที่ดีในสังคมประชาธิปไตย ในส่วนแรก จะได้นำเสนอคุณสมบัติร่วมของนานาศาสนาที่กล่าวถึงความดีที่พึงมีในตัวบุคคล อาทิ ความซื่อสัตย์ การทำความดี ความเมตตา การยึดมั่นในหลักธรรม ในส่วนที่สองจะได้นำเสนอ คุณสมบัติร่วมของสังคมที่คาดหวังในตัวบุคคล เช่น การทำตามกฎกติกาของสังคม การไม่ละเมิดกฎหมาย การไม่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม การมีสัมมาชีวะ เป็นต้น
การเป็นประชาชนที่ดีในสังคมประชาธิปไตย จะได้ชี้ให้เห็นลักษณะเฉพาะของสังคมประชาธิปไตยที่เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับประชาชน ที่ต้องมีคุณธรรมจริยธรรมแตกต่างไปจากสังคมในระบอบการปกครองอื่น ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นคุณลักษณะทางจิตของบุคคล ต้องสอดคล้องกับการพิทักษ์ความเป็นอิสระภาพ เสรีภาพ และเสมอภาพของตนเองไปพร้อมกับการเคารพในอิสระภาพ เสรีภาพ และเสมอภาพของคนอื่นด้วย ได้แก่ การเคารพในสิทธิศักดิ์ศรีของมนุษย์โดยเท่าเทียมกัน การยอมรับความแตกต่างทางความคิด ความเคารพสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นของผู้อื่น การตระหนักและแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ การตระหนักในหน้าที่ของพลเมืองที่มีต่อส่วนรวม การเห็นแก่ประโยชน์สาธารณะมากกว่าประโยชน์ส่วนบุคคล เพราะหากบุคคลคำนึงถึงแต่สิทธิเสรีภาพของตนเองโดยไม่สนใจสิทธิเสรีภาพของคนอื่น ก็จะมีความเห็นแก่ตัวยิ่งถ้ามีพัฒนาการขึ้นเป็นผู้ปกครองก็จะกลายเป็นผู้ปกครองที่เผด็จการณ์
การมีคุณสมบัติของมนุษย์ที่ดี
1. การยึดและปฏิบัติตามหลักศาสนา
2. การเป็นคนดีในสังคม
การเป็นประชาชนที่ดีในสังคมประชาธิปไตย
1. การเคารพในสิทธิศักดิ์ศรีของมนุษย์โดยเท่าเทียมกัน
2. การยอมรับความแตกต่างทางความคิด
3. ความเคารพสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นของผู้อื่น
4. การตระหนักและแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
5. การตระหนักในหน้าที่ของพลเมืองที่มีต่อส่วนรวม
6. การเห็นแก่ประโยชน์สาธารณะมากกว่าประโยชน์ส่วนบุคคล
คุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลที่มีต่อสังคมในสังคมประชาธิปไตย
คุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลที่พึงมีต่อสังคม หมายถึงการมีคุณงามความดีในการทำหน้าที่พลเมืองของสังคมประชาธิปไตย ความสำคัญของประเด็นนี้อยู่ที่การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ดี ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับการมีผู้ปกครองที่ดีมีคุณธรรม การทำหน้าที่ให้บริการประชาชน บำบัดทุกข์บำรุงสุข ให้กับประชาชน เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับ การทำหน้าที่ต่อประเทศชาติของประชาชนด้วย
คุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลที่มีต่อสังคมในสังคมประชาธิปไตย ประกอบด้วย การมีรูปแบบความคิดสร้างสรรค์ทางบวกในการแสดงบทบาทอย่างแข็งขันในการร่วมพัฒนา และแก้ไขปัญหาของสังคมด้านต่าง ๆ เช่น
1. การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจประเด็นสาธารณะอย่างแข็งขัน
2. การมีส่วนร่วมในการกระทำเพื่อส่วนรวมด้วยความเต็มใจ
3. การสนับสนุนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
4. การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของบ้านเมือง/เคารพในกฎกติกาของสังคม
5. การติดตามตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารและหน่วยงานของรัฐ
ทั้งนี้การมีบทบาทดังกล่าวหากทำด้วยความไม่มีคุณธรรมจริยธรรม ก็ก่อให้เกิดความวุ่นวายเดือนร้อนและทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม จนถึงการล้มล้างระบบการเมืองการปกครอง กลายเป็นอนาธิปไตยแทนประชาธิปไตยได้ ในบางกรณีก็อาจกลายเป็นเครื่องมือของคนที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ
คุณธรรมและจริยธรรมของนักพัฒนาในสังคมประชาธิปไตย
คุณธรรมและจริยธรรมของนักพัฒนา หมายถึง จริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพของนักพัฒนาที่ดี และการดำรงตนในสังคมอย่างนักพัฒนาที่ดี มีความสำคัญต่อการพัฒนา และรักษาดำรงไว้ซึ่งระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของบ้านเมือง อาจถือได้ว่าเป็นจรรยาบรรณ หรือมาตรฐานวิชาชีพของนักพัฒนาก็ได้
จริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพของนักพัฒนาที่ดี และการดำรงตนในสังคมอย่างนักพัฒนาที่ดี ประกอบด้วย
1. ความรับผิดชอบในการนำความรู้ไปใช้ในทางการเมืองการปกครอง
2. เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแก่สังคม
3. ความสุจริตในการแสดงความคิดเห็นต่อระบบการเมืองการปกครองและสังคม
4. ปกป้องหลักการอิสระภาพ เสรีภาพ และความเสมอภาค
5. ปกป้องการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
6. สนับสนุนและปกป้องการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
7. ต่อต้านการใช้อำนาจการเมืองการปกครองในทางที่ผิดและเสียหายต่อประเทศชาติ

รัฐศาสตร์กับจริยศาสตร์

ความหมายของจริยศาสตร์
ตามหลักอักษรศาสตร์คำว่า จริยศาสตร์มาจากภาษาสันสฤตว่า จริย+ศาสตร์ แปลว่า ความประพฤติ ศาสตร์ แปลว่า ความรู้ จริยศาสตร์ แปลว่า ความรู้ที่ควร หมายถึงอุปนิสัยหรือหลักของการประพฤติ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า (Ethics) หมายถึงศาสตร์ที่ว่าด้วยหลักศีลธรรมกฏที่ว่าด้วยประพฤติกรรมของมนุษย์
อนึ่งจริยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าอุปนิสัย นิสัย และพฤติกรรมของมนุษย์ความประพฤติของมนุษย์จะเป็นกระจกเงาส่องให้เราเห็นอุปนิสัยและนิสัยของคน จริยศาสตร์จะช่วยชี้ค่าของมนุษย์โดยการมองทางอุปนิสัย นิสัยใจคอ และความประพฤติตามที่บุคคลนั้นแสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ
ดังนั้นจริยศาสตร์จึงศึกษาเรื่องที่ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรดี อะไรชั่ว
ความหมายของรัฐศาสตร์
รัฐศาสตร์ (Political Science) คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยรัฐ อันเป็นสาขาหนึ่งของวิชาสังคมศาสตร์ ที่กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับรัฐ ว่าด้วยทฤษฎีแห่งรัฐ การวิวัฒนาการ มีกำเนิดมาอย่างไร สถาบันทางการเมืองที่ทำหน้าที่ดำเนินการปกครองมีกลไกไปในทางใด การจัดองค์การต่างๆ ในทางปกครอง รูปแบบของรัฐบาล หรือสถาบันทางการเมืองที่ต้องออกกฎหมายและรักษาการณ์ให้เป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเอกชน (Individual) หรือกลุ่มชน (Group) กับรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ ตลอดจนแนวคิดทางการเมืองที่มีอิทธิพลต่อโลก ตลอดจนการแสวงหาอำนาจของกลุ่มการเมืองหรือภายในกลุ่มการเมือง หรือสถาบันการเมืองต่างๆ เพื่อการปกครองรัฐให้เป็นไปด้วยดีที่สุด
ความสนใจร่วมกันระหว่างรัฐศาสตร์กับ จริยศาสตร์ คือ ความยุติธรรม สันติวิธี หลักการปกครองบ้านเมืองที่อิงศาสนา การถือหลักเสรีภาพ เสมอภาค

ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่าง จริยศาสตร์ กับรัฐศาสตร์ จึงอยู่ที่การศึกษาวิธีการปกครองบ้านเมืองโดยยึดหลักแห่งความถูกต้อง และความเป็นธรรม ทั้งตัวบุคคลที่เป็นผู้ปกครองรัฐ และ ตัวบทกฎหมายที่มีต่อสังคม จะต้องเป็นไปตามหลักจริยศาสตร์ ที่ยึดหลักความถูกต้อง ชอบธรรม

วันพุธ, กรกฎาคม 29, 2009

10 อันดับสินค้าส่งออกของไทย ปี 2550

ที่มา : สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์

1. เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ 596.2 ล้านบาท
2. รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ 415.3 ล้านบาท
3. แผงวงจรไฟฟ้า 278.0 ล้านบาท
4. ยางพารา 194.4 ล้านบาท
5. อัญมณี และเครื่องประดับ 185.2 ล้านบาท
6. เม็ดพลาสติก 179.6 ล้านบาท
7. เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ 158.6 ล้านบาท
8. เครื่องจักรกล และส่วนประกอบ 149.8 ล้านบาท
9. น้ำมันสำเร็จรูป 140.7 ล้านบาท
10.เคมีภัณฑ์ 135.2 ล้านบาท

โรคแทรกซ้อนอันตรายสำหรับผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่2009

10 อันดับโรคแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดของผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
1. โรคปอด
2. โรคหอบหืด
3. โรคหัวใจ
4. โรคเลือด (ทารัสซีเมีย)
5. โรคไต
6. โรคเบาหวาน
7. โรคมะเร็ง
8. โรคอ้วน
9. โรคตับ
10. โรคที่ต้องกินยาภูมิต้านทาน

วันจันทร์, กรกฎาคม 13, 2009

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การรถไฟแห่งประเทศไทย

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การรถไฟแห่งประเทศไทย
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้มีความคล่องตัวเหมือน ภาคเอกชน และลดภาระการลงทุนของภาครัฐ โดยให้ประชาชนผู้ใช้บริการได้รับผลประโยชน์สูงสุดที่เกิดขึ้นจากการ ปรับปรุงดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลไทยได้ดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเมื่อ 50 ปีก่อนจนถึงปัจจุบันรวมจำนวนกว่า 100 แห่ง ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจมิใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด แต่ เป็นนโยบายที่รัฐบาลทุกรัฐบาลได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504-2509) จนถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับปัจจุบัน
ปัจจุบันมีรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้การดูแลจำนวน 59 แห่ง ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็น 5 สาขาหลักด้วยกันคือ สาขาโทรคมนาคมและสื่อสาร ประปา พลังงาน ขนส่งและรัฐวิสาหกิจอื่นๆ (ซึ่งประกอบด้วย อุตสาหกรรม สังคม เทคโนโลยี การค้าและบริการ เกษตร และสถาบันการเงิน)
สำหรับการโทรคมนาคมสื่อสาร ประปา พลังงาน และขนส่งนั้น อาจกล่าวได้ว่าที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจเป็นผู้ที่กำหนดบทบาทการดำเนินธุรกิจของสาขานั้นๆ มาโดยตลอด รัฐวิสาหกิจหลายแห่งยังอยู่ในระบบผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด และต้องการเงินลงทุนหรือเงินสนับสนุนจำนวนมากจากรัฐบาลและการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจะลดภาระภาครัฐ และเพิ่มการบริการให้ทั่วถึงและเกิดการแข่งขันมากขึ้น
ในปัจจุบันมีพนักงานรัฐวิสาหกิจประมาณ 320,000 คน ในจำนวนนี้เป็นพนักงานของรัฐวิสาหกิจ ขนาดใหญ่ 10 แห่ง มากกว่า 226,000 คน
การขนส่งทางบก มี 6 รัฐวิสาหกิจได้แก่
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
องค์การรถไฟฟ้ามหานคร (รฟม.)
องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และ
องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (รสพ.)
การกำกับดูแล
องค์กรอิสระที่ทำหน้าที่กำกับดูแล จะได้รับการจัดตั้งขึ้นตามแนวทางที่กำหนดในแผนแม่บทโดยการแยกกิจกรรมด้านกำกับดูแลออกจากกระทรวงเจ้าสังกัด ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวสามารถลดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไปได้ แนวทางมีหลายแบบและจะต้องมีการศึกษาต่อไป ซึ่งอาจทำได้ 2 วิธีคือ จัดตั้งองค์กรกำกับดูแลในระดับกลุ่ม บก เรือ อากาศ หรือตั้งองค์กรกำกับดูแลในกลุ่มย่อยลงไป
หน่วยงานในสาขาการขนส่ง (Transit Authorities)
จะมีการประเมินปรับเปลี่ยนรูปแบบของรัฐวิสาหกิจบางแห่งให้สอดคล้องกับหน้าที่และความรับผิดขอบที่กำหนดไว้ หน่วยงานใหม่นี้มีหน้าที่จัดการและดูแลคู่สัญญาเอกชนและผู้รับสัมปทาน หน่วยงานเหล่านี้อาจจัดตั้งขึ้นโดยปรับจากรัฐวิสาหกิจที่ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยลดหน้าที่ความรับผิดชอบที่ซ้ำซ้อนของรัฐวิสาหกิจลง
การดำเนินงาน
การให้บริการเป็นหน้าที่หลักของภาคเอกชน โดยรัฐอาจจะแปรรูปหน่วยงานและบริการที่มีอยู่แล้ว และให้เอกชนรายใหม่เข้ามาดำเนินการ จะมีการจัดตั้งระบบที่เอกชนสามารถเข้ามาแข่งขันเพื่อให้บริการที่ได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐจะสามารถลดภาระเงินอุดหนุนลง โดยคุณภาพและระดับการให้บริการยังคงดีเหมือนเดิมหรือดีขึ้นกว่าเดิม
แผนการดำเนินการ
ระยะแรกจำเป็นต้องทำการศึกษาวิเคราะห์สองส่วน ส่วนแรกคือโครงสร้างองค์กรและการกำกับดูแล ส่วนที่สองคือการศึกษาและทบทวนถึงการให้สัมปทาน และการให้ใบอนุญาตเอกชนดำเนินการที่มีอยู่เดิม ผลการศึกษาจะช่วยในการนำเสนอเพื่อปรับปรุงรูปแบบการให้สัมปทานและการให้ใบอนุญาตรวมทั้งหลักพื้นฐานในการกำกับดูแลการให้สัมปทานในอนาคต
มติคณะรัฐมนตรี 3 มิถุนายน 2552 ที่เห็นชอบการปรับโครงสร้างการรถไฟแห่งประเทศไทย
แผนการปรับโครงสร้างการรถไฟแห่งประเทศไทย แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
(1) ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยรับผิดชอบเฉพาะในส่วนงานโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทั้งหมดของกิจการรถไฟ รวมถึงการก่อสร้าง บำรุงรักษารางรถไฟเท่านั้น
(2) ให้มีการจัดตั้ง “บริษัทเดินรถ” โดยให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ ซึ่งรับผิดชอบดูแลการจัดการเดินรถทั้งการโดยสารและการขนส่งสินค้า ตลอดจน Airport Link ฯลฯ โดยโอนทรัพย์สินของการรถไฟฯ มายังบริษัทดังกล่าว และ
(3) การจัดตั้งบรรษัทบริหารทรัพย์สิน ในรูปแบบ Management Agency ทำหน้าที่บริหารจัดการที่ดิน การจัดเก็บรายได้ และบริหารสัญญาเช่าที่ดินของการรถไฟฯ โดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้มีบทบาทหลักในการพัฒนาที่ดิน
ความคิดเห็นของข้าพเจ้า
เห็นด้วยในหลักการของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การรถไฟแห่งประเทศไทย เนื่องจากข้อมูลที่ผ่านมาประสบภาวะขาดทุนมาโดยตลอด ควรที่จะปรับปรุงการบริหารงานให้ดีขึ้น ซึ่งการจัดตั้งบริษัทลูกเข้ามาบริหารงานในบางจุด น่าจะทำให้การบริการดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญน่าจะทำให้การบริหารงานมีผลกำไรเพิ่มขึ้น ถ้าไม่ถูกแทรกแซงจากการเมือง
และควรที่จะให้ทางสหภาพแรงงานของ รฟท. เข้ามามีส่วนในการพิจารณาโครงการ ด้วยเพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งกันขึ้นอีก

วันพุธ, มิถุนายน 24, 2009

แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 1.4 ล้านล้านบาท

แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 1.4 ล้านล้านบาท

โครงการลงทุนภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ซึ่งมีความพร้อมดำเนินการทันที ช่วงปีงบประมาณ 2553 รวมวงเงิน 1,063,673 ล้านบาท ที่ครม. เห็นชอบหลักการไปแล้วคือ

1. สาขาการบริหารจัดการน้ำ วงเงิน 222,477 ล้านบาท
2. สาขาการขนส่ง และ โลจิสติกส์ 335,893 ล้านบาท
3. สาขาพลังงาน 156,621 ล้านบาท
4. สาขาการสื่อสาร 28,254 ล้านบาท
5. สาขารางสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว 5,638 ล้านบาท
6. สาขาโครงสร้างพื้นฐานการศึกษา 128,628 ล้านบาท
7. สาขาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณสุข 98,234 ล้านบาท
8. สาขาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสวัสดิภาพของประชาชน 8,482 ล้านบาท
9. สาขาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ 11,202 ล้านบาท
10 สาขาโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากรธรรมชาติ 4,169 ล้านบาท
11. สาขาการพัฒนาการท่องเที่ยว 3,939 ล้านบาท
12. สาขาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ 3,818 ล้านบาท
13. สาขาการลงทุนในระดับชุมชน 59,761 ล้านบาท


ที่มา: แก้วกานต์ กองโชค, คอลัมน์ ปลายทางราชดำเนิน. นิตยสาร สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
ฉบับวันที่ 19-25 มิถุนายน 2552

วันอาทิตย์, มิถุนายน 14, 2009

ความหมายของ จิตวิทยา สังคมวิทยา และมานุษยวิทยา

ความหมายของ จิตวิทยา สังคมวิทยา และมานุษยวิทยา
(1) จิตวิทยา (คำนาม) วิชาว่าด้วยจิต, วิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งว่าด้วยปรากฏการณ์ พฤติกรรม และกระบวนการของจิต (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน)
จิตวิทยา (อังกฤษ: psychology อ่านว่า ไซโคโลจี) คือศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ (กระบวนการของจิต) , กระบวนความคิด, และพฤติกรรม ของมนุษย์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เนื้อหาที่นักจิตวิทยาศึกษาเช่น การรับรู้ (กระบวนการรับข้อมูลของมนุษย์) , อารมณ์, บุคลิกภาพ, พฤติกรรม, และรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล จิตวิทยายังมีความหมายรวมไปถึงการประยุกต์ใช้ความรู้กับกิจกรรมในด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน (เช่นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในครอบครัว, ระบบการศึกษา, การจ้างงานเป็นต้น) และยังรวมถึงการใช้ความรู้ทางจิตวิทยาสำหรับการรักษาปัญหาสุขภาพจิต นักจิตวิทยามีความพยายามที่จะศึกษาทำความเข้าใจถึงหน้าที่หรือจุดประสงค์ต่าง ๆ ของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากตัวบุคคลและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ขณะเดียวกันก็ทำการศึกษาขั้นตอนของระบบประสาทซึ่งมีผลต่อการควบคุมและแสดงออกของพฤติกรรม (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)
(2) สังคมวิทยา (คำนาม) วิชาว่าด้วยเรื่องสังคม (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน)
สังคมวิทยา คือ วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับชีวิตทางสังคมของมนุษย์, กลุ่มคน, และสังคม สิ่งที่สาขาวิชานี้สนใจคือ กฏเกณฑ์ และกระบวนการทางสังคม ที่ยึดเหนี่ยวหรือแบ่งแยกผู้คน ทั้งในสภาวะที่เป็นปัจเจก และในฐานะของสมาชิกของสมาคม, กลุ่ม, หรือสถาบัน
สังคมวิทยาสนใจพฤติกรรมมนุษย์ ในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตทางสังคม ดังนั้นการศึกษาทางด้านนี้ จึงครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์การพบปะกันของคนที่ไม่รู้จักกันบนท้องถนน ไปจนถึงการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทางสังคมในระดับโลก (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)
(3) มานุษยวิทยา (คำนาม) วิชาว่าด้วยเรื่องตัวคน และสิ่งที่คนสร้างขึ้น (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน)
มานุษยวิทยา (anthropology) คือ วิชาที่เกี่ยวกับมนุษย์ มานุษยวิทยา เกิดจาก วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ, มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)